วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2558

รายงานตัว

          บล็อกนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้แก่คนที่สนใจในวัฒนธรรมต่างๆในประเทศทั้ง 16 ประเทศ ของอาเซียน+6 เนื้อหาในบางตอนอาจไม่ครบถ้วนเท่าที่ควร
       ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งคงเกิดประโยชน์แก่ผู้คนที่สนใจและในโอกาศนี้ก็ขอขอบคุณที่มาและผู้อ่านที่เข้ามาเยี่ยมชมทุกท่านค่ะ

                                                          ขอขอบพระคุณค่ะ








-สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญประเทศออสเตรเลีย


 อุทยานแห่งชาติ กากาดู
อุทยานกากาดู (Kakadu National Park) ถูกจัดให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติโดยองค์การ UNESCO มีพื้นที่ยาว 200 กิโลเมตรจากพื้นที่ทางใต้จนไปถึงฝั่งชายหาดด้านเหนือ และมีพื้นที่ประมาณ 100 กิโลเมตร จากทางฝั่งตะวันตกไปถึงตะวันออก อุทยานแห่งชาติแห่งนี้เต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาสายพันธ์ และ พืชที่หาได้เฉพาะในประเทศออสเตรเลียเท่านั้น ที่สำคัญยังมีชาว อะบอริจิน (Aborigin) อาศัยอยู่กว่า 500 ชีวิต และ ยังรักษาวิถีชีวิตแบบดั่งเดิมไว้ด้วย

                                                
เกาะ Fraser
เกาะเฟรสเซอร์เป็นเกาะทรายที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก นักท่องเที่ยวบางคนถึงกับกล่าวว่า “ที่นี่เป็นสมบัติลับล้ำค่าทางธรรมชาติอย่างแท้จริง” เป็นที่อยู่ของปลาจิ้งจอกที่ดุร้ายและอยู่กันเป็นฝูงอย่าง Dingo ด้วย แต่ไม่ต้องห่วงหากคุณไม่เดินทางไกลออกไปทางตอนกลางของเกาะคุณจะไม่ประสบปัญหากับพวกมันอย่างแน่นอน นอกจากนั้นยังมีปลาหลากหลายชนิดที่สามารถพบได้แต่ที่ประเทศออสเตรเลียที่เดียวเท่านั้น และเนื่องด้วยหาดสวรรค์แห่งนี้มีความสวยงามและอากาศดีเป็นอย่างมาก (สำหรับตะวันตก) จึงทำให้ที่นี่เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจที่เป็นที่นิยมมากของผู้คุณจากทั่วทุกมุมโลก 

                       
 ทาสมาเนีย
ที่ทาสมาเนีย (Tasmania) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ช่วยให้คุณปลีกตัวออกจากสังคมเมืองที่วุ่นวายอย่างซิดนี่ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว ที่ทาสมาเนียนั้นเป็นสถานที่สุดพิเศษสำหรับวันหยุดของคุณเนื่องจากความสวยงามทางธรรมชาติและสัตว์นานาชนิดที่อยู่ล้อมรอบตัวคุณหากคุณไปที่นี่ ทั้งจิงโจ้ ทั้งหมีโคล่า คุณสามารถมาพบพวกมันได้ที่นี่ นอกจากความสวยงามทางธรรมชาติแล้ว ที่ทาสมาเนียยังเป็นจุดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของประเทศออสเตรเลีย รวมทั้งชายหาด ภูเขา และรำธารที่นี่ยังมีความสวยงามไม่แพ้ที่อื่นๆในโลกเลยหละ แต่ที่เหนือกว่าสิ่งอื่นใดอย่างที่บอกไปก็คือความสวยงามของสัตว์ป่าและธรรมชาติ

                         
 เมืองเพิร์ท
เพิร์ท (Perth) เป็นเมืองที่มีสถานที่ท่องเที่ยวอยู่เป็นจำนวนมาก ตั้งแต่รถชมเมืองนั่งรถชมสัตว์ป่านานาพันธ์สวนสัตว์ทะเลหรือจะเป็นการเดินทางไปดูวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชนเผ่าอะบอริจิน สถานที่ท่องเที่ยวที่เจ๋งๆ ของ Perth ก็คือ – Perth Zoo, The Perth Mint, Stirling Gardens, Lake Monger, พิพิธภัณฑ์ทางศิลปะ Western Australia, พิพิธภัณฑ์ Western Australian, คอนเสริ์ตฮอล์ , ศูนย์วัฒณธรรม, His Majesty Theatre

                       
มหานครซิดนีย์ – ทัวร์ออสเตรเลีย
ซิดนีย์ Sydney เมืองที่ใหญ่่และมีประชากรอยู่อาศัยมากที่สุดของประเทศออสเตรเลียมีสถานที่ท่องเที่ยวจำนวนนับไม่ถ้วน ตั้งแต่สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ช็อปปิ้ง วัฒนธรรม จนไปถึงไนท์คลับ ยามค่ำคืน ที่มีอยู่แทบทุกมุมของเมืองซิดนีย์ และแน่นอนว่าสถานที่ยอดฮิตก็คือ Opera House ซึ่งถูกออกแบบโดยนักออกแบบชาวเดนมาร์กชื่อว่า John Utzon ซึ่งที่ Opera House นั้นนักท่องเที่ยวดได้รับอนุญาติให้เข้าชมได้ทั้งหลังโรงละครและหน้าเวที ฝั่งตรงกันข้ามยังมีร้านอาหารบรรยากาศดีๆให้ไปนั่งกินอยู่เป็นจำนวนมาก การเดินทางที่เมืองซิดนีย์ก็ง่ายมาก เพราะคุณสามารถนั่งรถไฟใต้ดินไปได้ทุกที่ (จะเดินเอาก็ยังได้) ซึ่งหากมาที่เมืองซิดนีย์คุณไม่ต้องกลัวจะหลงทางเพราะคนไทยมีอยู่ทุกมุมที่ที่ของเมืองนี้เลยทีเดียว คนไปทำงานที่นี่เยอะมาก … สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆนอกจากโรงละคร Opera House แล้ว ก็มีสวนไวน์ในเขต Hunter Valley, นั่งเรือชม Harbour ของเมืองทั้งสองฝั่งถ้ำ Jenolan, Aquarium สวนสัตว์น้ำที่ Darling Habour และอีกหลากหลายนับไม่ถ้วน 



                                 




                                 

-ภาษาและการทักทายของประเทศออสเตรเลีย

ภาษา : อังกฤษ
ตัวอย่างการทักทาย คำทักทายที่ควรทราบมีดังนี้
Good morning สวัสดี (เช้าถึงเที่ยงวัน)
Good afternoon สวัสดี (หลังเที่ยงวันถึงช่วงเย็น)
Good evening สวัสดี (ช่วงเย็นถึงกลางคืน)
Good day สวัสดี (ตลอดวัน)
Hello/Hi สวัสดี (เพื่อนหรือคนรู้จักทั่วไป)
การสอบถามทุกข์-สุขสำนวนที่ใช้สอบถามว่าสบายดีหรือ ได้แก่
How are you? (เน้นเรื่องสุขภาพ)
How are you going? (อังกฤษ) How are you doing? (อเมริกัน)
How’s it going? (เน้นความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน)
How have you been? (ในกรณีนาน ๆ เจอกันที)
How’s your life?
How’s everything?
How are things (with you)?
การตอบ ตัวอย่างการตอบ ได้แก่
(I'm) fine, thanks. And you? สบายดี ขอบคุณ แล้วคุณล่ะ
Good. สบายดี
Very well สบายดีมาก
I'm O.K. ก็ดี
So so. ก็งั้น ๆ
Not (too) bad ก็ไม่เลว
Great! เยี่ยมวิเศษ
การอำลา (Leave Taking)
การอำลา ตัวอย่างคำกล่าวลา ได้แก่
See you again….. พบกันใหม่ ….. (เป็นทางการ) เช่น
(เช่น See you again tomorrow/next time/next week





-อาหารประเทศออสเตรเลีย






อาหารที่ชาวออสซี่นิยมกินกันทั่วไปในปัจจุบัน ได้รับอิทธิพลมาจากอาหารยุโรปค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอาหารจากประเทศอังกฤษ อย่างเช่น อาหารปิ้งย่างสำหรับดินเนอร์ และฟิชแอนด์ชิพส์ ก็ถือว่าเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในประเทศออสเตรเลีย
เนื่องจากสภาพอากาศที่อบอุ่นออสเตรเลียจึงโชคดี เพราะมีวัตถุดิบสดใหม่และหลากหลายให้เลือกนำมาปรุงอาหารได้ตลอดทั้งปี รัฐบาลออสเตรเลียจึงพยายามสนับสนุนให้ประชาชน กินอาหารที่ปรุงจากวัตถุดิบสดใหม่ เน้นอาหารเพื่อสุขภาพ ไขมันต่ำ และไม่ใส่เกลือเยอะเกินไป เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรงปราศจากโรคภัย
อย่างที่เราทราบกันดีว่า ประเทศออสเตรเลียเต็มไปด้วยผู้คนจากหลากหลายประเทศทั่วทุกมุมโลก จึงทำให้ดินแดนแห่งนี้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก และอาหารการกินก็มีความหลากหลายมากเช่นกัน อาหารจากนานาชาติอย่าง ไทย จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม รวมไปถึงฝรั่งเศส อิตาลี กรีซ และอังกฤษ ล้วนแล้วแต่ได้รับความนิยมในหมู่ชาวออสซี่


-วัฒนธรรมประเทศออสเตรเลีย

            ประชากร ดั้งเดิมของออสเตรเลียเชื่อกันว่ามีอารยธรรมเก่าแก่ที่สุดในโลก คือชาวเผ่าอะบอริจินได้อาศัยอยู่ในออสเตรเลียมานานกว่า 50,000 ปี ความแข็งแกร่งและความอดทนมุ่งมั่นได้ช่วยให้พวกเขาสามารถอยู่รอดปลอดภัยใน ทวีปซึ่งไม่เอื้ออำนวยต่อการอยู่อาศัยแห่งนี้ ชาวยุโรปได้เดินทางมาตั้งถิ่นฐานในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 และออสเตรเลียได้เจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องพร้อมด้วยผู้อพยพที่เดินทางมา จากทั้งทวีปยุโรป ตะวันออกกลางและเอเชีย
            ปัจจุบันประเทศออสเตรเลียมี ประชากรที่มีความหลากหลายทางวัฒธรรมขนาดใหญ่ โดยมีประชากรประมาณ 23 เปอร์เซ็นต์ที่เกิดในต่างประเทศและอีกเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ที่มีต้นกำเนิดทางวัฒนธรรมที่ผสมผสานกัน ด้วยการผสมผสานของผู้คนเช่นนี้ คุณจะได้พบกับกิจกรรมทางวัฒนธรรมอันมั่งคั่งในรูปแบบเทศกาลวรรณกรรม ศิลปะและหัตถกรรม ดนตรี ละครเวทีและการเต้นรำเพื่อเชิดชูวัฒนธรรมพื้นเมือง อาณานิคมและวัฒนธรรมอื่นๆ
            คุณภาพชีวิตในออสเตรเลียอยู่ในระดับสูงมาก ด้วยบริการสาธารณะชั้นยอด อัตราการเกิดอาชญากรรมที่ต่ำและค่าครองชีพที่เหมาะสม อาหารการกินมีส่วนสำคัญในชีวิตทางสังคม นอกจากนี้กลุ่มเชื้อชาติอันหลากหลายยังมีส่วนสร้างสีสันให้แก่ศิลปะการปรุง อาหารของออสเตรเลียอีกด้วย ตั้งแต่อาหารกรีกจนถึงเวียดนาม กวางตุ้งและอินเดีย คุณสามารถอ่านคู่มือแนะนำเมืองเพื่อเรียนรู้ข้อดีและข้อด้อยของจุดหมายปลาย ทางหลักด้านการเรียนของประเทศออสเตรเลีย



ประเทศออสเตรเลีย






วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2558

- สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญประเทศเวียดนาม


อ่าวฮาลอง (Ha Long Bay)
     อ่าวฮาลอง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ยังคงความสมบูรณ์ของพันธุ์สัตว์ เพราะมีความหลากหลายทางชีวภาพ จนยูเนสโกต้องยกย่องให้เป็นมรดกโลก อ่าวนี้ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเวียดนาม และอยู่ไม่ห่างจากเขตแดนของประเทศจีนมากนัก จุดเด่นของอ่าวนี้ คือ มีเกาะหินปูนโผล่ขึ้นกระจาย ๆ ทั่วอ่าว ครอบคลุมพื้นที่ถึง 1,500 ตารางกิโลเมตร นอกจากนี้ ยังได้รับคำชื่นชมจากนักท่องเที่ยวว่ามีบรรยากาศที่สวยงามเกินจริง เสมือนฉากในตอนจบของภาพยนตร์ซึ่งมีแสง สี ที่ลงตัวสุด ๆ เลยทีเดียว
                     
 
พระราชวังทังลอง (Imperial Citadel of Thang Long)
            สถานที่แห่งนี้เป็นพระราชวังที่สร้างขึ้นด้วยหินทั้งหมด ซึ่งเป็นสมบัติของราชวงศ์ Ho และถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1379 แต่ยังคงหลงเหลือโครงสร้างให้เห็นในปัจจุบัน อีกทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรมเพราะเป็นราชวังหินแห่งเดียวหลงเหลืออยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยังมีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ยาวนานจึงถูกยกย่องให้เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของสถาปัตยกรรมในสมัยนั้น ๆ นอกจากนี้ ยังมีการสร้างโดยใช้เทคโนโลยีในแบบสมัยก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าพิศวงว่าคนสมัยนั้นสามารถสร้างพระราชวังที่งดงามอย่างนี้ได้อย่างไร

 
เมืองเก่าฮอยอัน (Hoi An Old Town)
           เมืองเก่าฮอยอันเป็นเมืองขนาดเล็กตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลจีนใต้ ชาวบ้านยังคงมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม อีกทั้งภายในเมืองยังมีพิพิธภัณฑ์หลายแห่งที่จัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันทรงคุณค่ามีอาคารต่างๆที่สะท้อนให้เห็นถึงสถาปัตยกรรมทั้งตะวันตกและตะวันออก เช่น บ้าน โคมไฟโบราณแบบจีน สะพานข้ามคลองที่มีการดีไซน์แบบประเทศญี่ปุ่น ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เมืองฮอยเก่าอันจะได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก นอกจากนี้ยังสามารถดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ส่วนการสัญจรไปมาในเมืองนั้นก็สะดวก นักท่องเที่ยวสามารถเดิน ปั่นจักรยาน หรือขับรถจักรยานยนต์ก็ได้ เพราะเป็นเมืองขนาดเล็ก ในยามค่ำคืนหลังสี่ทุ่มไปแล้วจะค่อนข้างเงียบ แต่ยังพอมีผับบาร์ ร้านขายเครื่องดื่มเปิดให้บริการอยู่บ้าง ที่สำคัญผู้คนในเมืองเป็นมิตร อัธยาศัยดี มีน้ำใจกับนักท่องเที่ยว

สุสานโฮจิมินห์  (Ho Chi Minh's Mausoleum)
            สุสานบรรจุศพแห่งนี้ตั้งอยู่ที่เมืองฮานอย ภายในอนุสาวรีย์มีโลงแก้วบรรจุร่างของ โฮจิมินห์ หรืออดีตนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามแต่คนเวียดนามมักเรียกกันว่า "ลุงโฮ" ส่วนรูปแบบสถาปัตยกรรมนั้นยึดโมเดลมาจากอนุสาวรีย์บรรจุศพของ วลาดีมีร์ เลนิน ในประเทศรัสเซีย เปิดให้สาธารณชนเข้าชมครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1975 และในทุก ๆ ปีร่างของลุงโฮจะถูกส่งไปตรวจสอบความสมบูรณ์ที่รัสเซีย

อุโมงค์กู๋จี (Cu Chi Tunnels)
             อุโมงค์แห่งนี้มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน ตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนาม ใช้เป็นที่หลบภัยจากระเบิดที่สำหรับประชุมของกองกำลังเวียดกงในสมัยที่รบกับสหรัฐอเมริกา อุโมงค์ถูกสร้างขึ้นให้มีหลายชั้นและแต่ละชั้นจะมีระบบกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพเพื่อความอยู่รอดของทหารภายในอุโมงค์ประกอบไปด้วยโรงพยาบาล ห้องประชุม และห้องพัก สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจะได้รับชมหนังสั้นที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามเวียดนามก่อนเพื่อจะได้เข้าใจความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ได้ง่ายขึ้น นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอย่างล้นหลาม

 
ปราสาทหมีเซิน (My Son Sanctuary)
               ปราสาทหมีเซินเป็นสิ่งก่อสร้างที่หลงเหลือมาจากอาณาจักรจามปาหรือช่วงศตวรรษที่ 4-15 สะท้อนให้เห็นถึงสถาปัตยกรรมของฮินดูที่เก่าแก่และสมบูรณ์ที่สุดในอินโดจีน ในอดีตปราสาทแห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับบูชาพระศิวะ นอกจากตัวปราสาทแล้วยังมีรูปปั้น วัด และถูกห้อมล้อมไปด้วยป่าดงดิบ ในสมัยก่อนมีสิ่งก่อสร้างโบราณกว่า 70 หลัง แต่ในช่วงสงครามเวียดนามโบราณสถานฮินดูนี้ถูกระเบิดตกใส่ไปหลายแห่ง จนปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 22 หลังเท่านั้น และที่สำคัญได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอีกด้วย

 
พระราชวังเว้ (Complex of Hue Monuments)
  เป็นพระราชวังของราชวงศ์เหงียน(NguyenDynasty)ซึ่งยังคงหลงเหลือให้เห็นในปัจจุบันภายในประกอบด้วย พระราชวัง สุสานของกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ เจดีย์ วัดวาอาราม ห้องสมุด และพิพิธภัณฑ์ สิ่งก่อสร้างต่างๆ สร้างขึ้นเมื่อประมาณศตวรรษที่ 19 แต่สำหรับสิ่งก่อสร้างที่สร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก คือ ประตูทางเข้าพระราชวัง (Ngo Mon Gate) ซึ่งเป็นทางเดินเข้าสำหรับกษัตริย์ เชื้อพระวงศ์ และสุสานพระเจ้ามิงห์หมาง (The Tomb of Emperor Minh Mang) ซึ่งนอกจากจะเป็นพระราชวังที่ก่อสร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงามแล้ว ยังมีทิวทัศน์ที่งดงามไม่แพ้กัน จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
                     
 
พิพิธภัณฑ์สงคราม (War Remnants Museum)
          เปิดให้บริการครั้งแรกในปี ค.ศ. 1975 โดยใช้ชื่อว่า Museum of American War Crimes เป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการเพื่อรำลึกถึงความเจ็บปวด ความเศร้าโศก เมื่อครั้งสงครามเวียดนาม ภายในมีการจัดแสดงเฮลิคอปเตอร์ ขีปนาวุธ รถถัง เครื่องบินจู่โจม ฯลฯ ซึ่งอาวุธเหล่านั้นเป็นอาวุธที่ทหารอเมริกันใช้โจมตีเวียดนาม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ถูกกล่าวขานถึงมากที่สุดในพิพิธภัณฑ์ คือ กรงเสือ ที่นำมาใช้เป็นที่คุมขังนักโทษการเมืองถึง 14 คน รวมถึงเครื่องประหารชีวิตนักโทษการเมืองก็เป็นที่พูดถึงไม่แพ้กัน นับได้ว่าเป็นสถานที่ที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวความเจ็บปวดลึก ๆ ในหัวใจของชาวเวียดนามได้เป็นอย่างดี
                   
 
อุทยานแห่งชาติ Phong Nha-Ke Bang
           อุทยานแห่งชาติ Phong Nha-Ke Bang นั้นมีความโดดเด่นทางธรรมชาติและธรณีวิทยา เพราะมีวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยยุคน้ำแข็ง หรือประมาณ 464 ล้านปีที่แล้ว และได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอีกด้วยปัจจุบันมีภูมิประเทศเป็นแบบหินปูนที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชีย ในอุทยานฯยังเป็นที่ตั้งของถ้ำขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีถ้ำมากกว่า 300 ถ้ำ และปกคลุมไปด้วยป่าไม้เขตร้อน ที่เรียกได้ว่ามีความสมบูรณ์ทางระบบนิเวศมากที่สุดในแถบอินโด-แปซิฟิกด้วย นอกจากนี้ ยังปรากฏลักษณะทางภูมิประเทศที่สำคัญซึ่งไม่ค่อยพบเห็นได้ที่อื่น เช่น ลำธารใต้ดิน ถ้ำที่มีหินย้อยลงมาจากเพดาน ฯลฯ อีกทั้งยังมีพันธุ์สัตว์ที่กำลังจะสาบสูญไปจากโลกนี้ เช่น หมีดำ เสือ และช้าง ส่วนกิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยวประกอบด้วย เดินชมความงามภายในถ้ำ ปืนเขา เดินป่า เป็นต้น
                
 
ภูเขาทรายสองสีที่หมุยแหน (The Sand Dunes of Mui Ne)
           นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังที่แห่งนี้รับรองได้เลยว่าจะได้สัมผัสถึงบรรยากาศที่ใกล้เคียงกับทะเลทราย เพราะภูเขาทรายที่หมุยแหนหรือที่หลายคนคุ้นเคยกับสำเนียง "มุยเน่" นั้น มีขนาดใหญ่และอยู่ติดกับชายทะเล จึงมีแดดและลมที่แรงมากทีเดียว ที่นี่มีเนินทรายอยู่ 2 แห่ง คือ ภูเขาทรายขาวและภูเขาทรายแดง ซึ่งภูเขาทรายขาวนั้นมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า Bau Trang และมีร้านอาหารขนาดเล็กเปิดบริการสำหรับนักท่องเที่ยวด้วย สำหรับภูเขาทรายแดงแม้ว่าจะมีขนาดเล็กกว่า แต่เป็นที่นิยมมากกว่าในสายตาของช่างภาพ เนื่องจากสีทรายมีสีแดงเข้ม ถ่ายรูปออกมาแล้วสีสวยกว่าที่ภูเขาทรายขาว ส่วนกิจกรรมยอดฮิต คือ การเล่นกระดานเลื่อนบนเนินทรายสูงลงมาด้านล่าง ซึ่งอุปกรณ์สำหรับเล่นนั้นสามารถหาเช่าได้จากร้านที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ ภูเขาทราย




- ภาษาและการทักทายของประเทศเวียดนาม

ภาษา : เวียดนาม
ตัวอย่าง
สวัสดี
ซินจ่าว
ขอบคุณ
ก๊าม เอิน
สบายดีไหม
แอง/จิ/โอง/บ่าก๊อแขวคง
ยินดีที่ได้รู้จัก
เริ๊ดวูยเดือกกัปแอง/จิ
พบกันใหม่
แหนกัปหลาย
ลาก่อน
ต๋ามเบียด
นอนหลับฝันดี
จุ๊กหงูงอน
เชิญ
จ่าวหมึ่ง
ใช่
เวิง
ไม่ใช่
คง
อากาศดีจัง
แด็ปเจิ่ย
อากาศร้อนมาก
เจิ่ยหนอง
อากาศหนาวมาก
เจิ่อยแหล่ง
ไม่เป็นไร
โคงซาวเดิว







- อาหารประเทศเวียดนาม


       อาหารเวียดนามเป็นอาหารประจำชาติของชาวเวียดนาม ซึ่งเป็นอาหารที่มีลักษณะโดดเด่นเป็นของตัวเอง ชาวเวียดนามกินข้าวเป็นอาหารหลักเช่นเดียวกับชาติอื่นๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และใช้เครื่องปรุงรสที่เป็นของหมักดองเช่นเดียวกัน เนื่องจากปูมหลังทางประวัติศาสตร์ที่เคยถูกจีนและฝรั่งเศสปกครอง จึงมีอิทธิพลของทั้งสองชาติปรากฏอยู่บ้าง นอกจากนั้นเนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ที่ทอดยาวตามแนวชายฝั่ง ทำให้อาหารเวียดนามแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกัน อาหารเวียดนามที่คนไทยรู้จักดีและเป็นเอกลักษณ์คือแหนมเนืองและขนมเบื้องญวน
       อาหารเวียดนามเป็นอาหารที่กินผักสดหลากหลายชนิดในแทบทุกเมนู และมีน้ำจิ้มที่หลากหลาย เครื่องปรุงรสส่วนใหญ่เป็นแบบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่าจีน เช่น เครื่องปรุงรสเปรี้ยวใช้มะขาม มะนาว ไม่นิยมน้ำส้มสายชู เครื่องปรุงรสเค็ม ส่วนใหญ่เป็น น้ำปลา น้ำกะปิ รองลงไปเป็นกะปิ ปลาร้า กุ้งจ่อม ใช้ซีอิ๊วแบบจีนน้อยมาก เช่น

แหนม (
Nem) หรือ เปาะเปี๊ยะเวียดนาม
       เป็นแผ่นแป้งข้าวเจ้าห่อเนื้อสัตว์รวมกับผักต่างๆ รับประทานคู่กับน้ำจิ้มหวาน และเครื่องเคียงอื่นๆ
                                                                                   

                                                                                    

- วัฒนธรรมประเทศเวียดนาม

เวียดนามมีขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมเก่าแก่ที่สั่งสมมาเป็นระยะเวลานาน และยังคงสืบทอดมาถึงปัจจุบัน และโดยที่เวียดนามมีความสัมพันธ์กับจีนมาก่อนการปฏิวัติระบบการปกครอง จึงทำให้ความเชื่อ ศิลปะ วิถีการดำรงชีวิต ตลอดจนประเพณีและวัฒนธรรมต่าง ๆ ของจีนมีอิทธิพลต่อเวียดนามด้วย รวมทั้งลัทธิขงจื๊อที่ให้ความสำคัญต่อการนับถือเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ลัทธิเต๋าที่สอนเรื่องความสมดุลของธรรมชาติ รวมไปถึงศาสนาพุทธนิกายมหายานที่สอนเรื่อง กรรมดีและกรรมชั่ว นอกจากนั้นเวียดนามยังเคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสมาก่อน ส่งผลให้วัฒนธรรม ประเพณีและการดำรงชีวิตของชาวเวียดตาม ได้รับอิทธิพลมาจากสองประเทศนี้ ดังเช่น

 
เทศกาลเต็ด (Tet) หรือ "เต็ดเหงียนดาน" (Tet Nguyen Dan)
            หมายถึง เทศกาลรุ่งอรุณแรกของปี ถือเป็นเทศกาลทางศาสนาที่สำคัญที่สุด โดยจะเริ่มต้นขึ้น 1 สัปดาห์ก่อนจะถึงวันขึ้นปีใหม่ ตามจันทรคติคือ อยู่ระหว่างปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ในวัน ขึ้น 15 ค่ำ ของวันที่ดวงอาทิตย์อยู่ไกลเส้นศูนย์สูตรมากที่สุดในฤดูหนาวกับวันที่ กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน (วิษุวัต) ในฤดูใบไม้ผลิเป็นการเฉลิมฉลองความเชื่อในเทพเจ้า ลัทธิเต๋า ขงจื๊อ และศาสนาพุทธ รวมทั้งเป็น การแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษด้วย

 
เทศกาลฤดูใบไม้ร่วง
          จัดขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี ชาวบ้านจะประกวดทำขนมเปี๊ยะโก๋ญวนหรือบันตรังทู และมีการจัดขบวนเชิดมังกร เพื่อแสดงความเคารพต่อพระจันทร์
ศาสนา
     ชาวเวียดนามนับถือศาสนาพุทธมาแต่ดั้งเดิม จึงมีพื้นฐานด้านจิตใจที่อุดมและลุ่มลึกทั้งยังยอมรับนับถือลิทธิขงจื้อ ลัทธิเต๋า และศานาคริสต์นิกายคาทอลิก อย่างไรก็ดี เวียดนาม ไม่มีศาสนาประจำชาติ รัฐธรรมนูญเวียดนามบัญญัติให้ประชาชนมีเสรี ในการเลือกนับถือศาสนา แต่เมื่อจีนปกครองเวียดนามได้นำลัทธิขงจื้อเข้ามาเผยแพร่ รวมทั้งลัทธิการบูชาวิญญาณบรรพบุรุษตามธรรมเนียมจีน ทำให้ชาวเวียดนามรับเอาประเพณีการเซ่นไหว้ดวงวิญญาณเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเวียดนาม นอกจากนั้นชาวเวียดนามยังนับถือลัทธิเต๋าและศาสนาพุทธนิกายมหายาน แต่ก็ยังมีชาวเวียดนามอีกจำนวนมากที่เคารพบูชาเทพเจ้าตามความเชื่อถือแต่ครั้งโบราณกาล